BANGKOK GRAPHIC

Educational technology (Edtech) คือ

Educational technology (Edtech) คือ

  ระบบและขั้นตอนการจัดการที่ประยุกต์ระหว่างเทคโนโลยีสมัยใหม่ เพื่อพัฒนา คุณภาพทางการศึกษา (ที่มีประสิทธิภาพ,เหมาะสมดีที่สุด) มันเป็นซึ่งระบบที่เป็นหนทางไปสู่กรอบแนวคิด การดำเนินงานที่เฉียบขาด และการประเมินผลของกระบวนการทางการศึกษา กล่าวคือ การเรียน และการสอน ที่ใช้เครื่องมือ เทคนิคทางการศึกษาที่ทันสมัย มันรวมถึงสื่อการสอน วิธีการ และการจัดการของการทำงานและความสัมพันธ์ กล่าวคือ พฤติกรรมของผู้มีส่วนร่วมในกระบวน การทางการศึกษา เรียกได้ว่าเป็น “ทรัพยากรทางการสอน”    

ดร.พิสิฐ ตั้งพรประเสริฐ

ความหมาย M-learning คืออะไร

รับออกแบบกราฟิก

ความหมาย M-learning คืออะไร

M-learning หรือ mobile learning ถูกนิยามว่า “เป็นการเรียนรู้บริบทต่างๆ ผ่านการฏิสัมพัทธ์ระหว่างสังคมและ content โดยใช้เครื่องมืออิเล็กทรอนิกส์ส่วนบุคคล การศึกษาระยะทางไกลแบบ e-learning ผู้เรียนสามารถใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่เป็นเครื่องมือในการศึกษาจากหลายพื้นที่ ในเวลาที่ตนเองสะดวก เทคโนโลยีที่ใช้ใน M-learning รวมถึง คอมพิวเตอร์เคลื่อนที่ เครื่อง MP3 คอมพิวเตอร์โน๊ตบุค โทรศัพท์มือถือ และแท็ปเล็ต M-learning มุ่งเน้นถึง การเคลื่อนที่ของผู้เรียน การปฏิสัมพันธ์กับเครื่องมือเทคโนโลยีที่พกพาได้ การใช้เครื่องมือเคลื่อนที่เพื่อเสริมสร้างตัวช่วยในการเรียนรู้ และเนื้อหาต่างๆ กลายเป็นส่วนสำคัญของ การศึกษาตามอัธยาศัย (Informal learning) M-learning มีความสะดวก เนื่องจากสามารถเข้าถึงได้จากทุกสถานที่อย่างแท้จริง การแลกเปลี่ยนข้อมูลสามารถเกิดขึ้นได้อย่างทันทีทันใดสำหรับทุกคนที่มีการใช้เนื้อหาร่วมกัน ซึ่งทำให้ได้รับข้อเสนอแนะ และเคล็ดลับต่างๆอย่างทันที ซึ่งกระบวนการเรียนรู้ที่รวดเร็วมากเช่นนี้ ได้รับการพิสูจน์แล้วว่าสามารถช่วยเพิ่มคะแนนการสอบ จากเปอร์เซ็นต์ไทล์ ที่ 50 เป็นเปอร์เซ็นต์ไทล์ที่ 70 M-learning ยังมีความสามารถในการพกพาได้อย่างดี โดยแทนที่หนังสือ ด้วยเครื่องมือเล็กๆที่เต็มไปด้วยเนื้อหาในการเรียนรู้ รูปแบบและบทบาทของ Mobile Learning + ตอบสนองความสนใจของผู้เรียนเองได้อย่างอิสระ + สามารถพกพาไปที่ต่างๆ ได้อย่างสะดวกสบาย + ตอบสนองความต้องการได้ฉับไว + สร้างพื้นที่การเรียนรู้ได้ไม่จำกัดพื้นที่และเวลา   องค์ประกอบหลักของ M-Learning + Devices + Content + Technology   ดร พิสิฐ ตั้งพรประเสริฐ

การพัฒนาองค์กรในยุค Disruption ด้วย 7 Core Value

รับออกแบบกราฟิก

การพัฒนาองค์กรในยุค Disruption ด้วย 7 Core Value

7 Core Value ของ tom kelley จากบริษัทวางแผนการออกแบบสร้างสรรค์ ระดับโลก ideo : 1.Be Optimistic ทุกสิ่งเป็นไปได้ ให้มองโลกในแง่ดี ทุกอย่างเป็นโอกาส เหมือนจะง่ายแต่สุดท้าย ติด ล็อค ให้เปลี่ยนคำถาม This is Posibility to do ? How might be 2. Collaborate : The most powerful asset สิ่งที่มีค่ามากสุด คือ We ทุกคนทีความถนัด มีคุณค่าที่ต่างกัน หัวหน้าเป็นแค่ คนอำนวยความสะดวกแค่นั้น facilitator
3.Embrace Ambiguity ความคลุมเครือ ในระหว่างที่คุณทำถึงช่วงกลาง Project คุณไม่สามารถเห็นปลายทาง มันจะเกิดความเครียด ให้ comfortable โอบกอดมันไว้ ให้สบายใจในสิ่งที่คุณไม่สบายใจ 4.Learn from failure ให้เรียนรู้จากความล้มเหลว ให้คุณขอคำขออภัยมากกว่าขออนุญาตในการล้มเหลว โอเค ไม่เป็นไร 5. Make other Sucessful ทำให้คนอื่นประสบความสำเร็จ ในแต่ละ Project ไม่มีทางเกิดขึ้นได้ ถ้าขาดความสามารถของแต่ละคน อย่างน้อยๆ เราทำหน้าที่เราให้ดี ไปพร้อมๆ กับ ช่วยอำนวยความสะดวกหรือตอบคำถาม คนในทีมในสิ่งที่เราถนัด 6. take onwership ให้ทุกคนในองค์กรทำงานอย่างเต็มที่ ด้วยวิธีคิดแบบ ทุกคนเป็จเจ้าขององค์กร หรือเจ้าของ Project มีทั้งความภูมิใจ ความสำคัญ พร้อมๆ กับ เคารพผู้อื่น 7. Talk less do more พูดให้ ลงมือทำ ไม่มีสิ่งไหน ฆ่าบริษัทแต่ไม่ลงมือทำ
ดร พิสิฐ ตั้งพรประเสริฐ

Agile คืออะไร

รับออกแบบกราฟิก

Agile คืออะไร

การบริการองค์กรแบบ Agile organization คือ ความคล่องตัว ความปรับตัว ในการบริหารงานบุคคล HR. วงการ HR – Transformation – เหมาะกับธุกิจแบบ tech company ทำในแต่ Project ให้สำเร็จ Cross Functional การทำงานแบบรวม Team Squad รวมทีมเพื่อพัฒนา Project โดย Project อาจเป็น Project ย่อยๆ ได้ ให้แต่ละคนมีอำนาจการตัดสินใจเต็มที่ ไม่ต้องผ่านการทำงานแบบเดิม แบบ water fall : การทำงานเป็น Top to Down ผ่านหัวหน้าหลยาฝ่าย หลายชั้น Agile Methodology คือแนวคิดในการทำงาน(ไม่ใช่รูปแบบหรือขั้นตอนการทำงาน) และไม่จำกัดว่าใช้ได้สำหรับการพัฒนาผลิตภัณฑ์ในสายซอฟต์แวร์(Software) เท่านั้น โดยอไจล์ให้ความสำคัญในการสื่อสารกับผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่าย และการปรับปรุงพัฒนาผลิตภัณฑ์อยู่ตลอด เพื่อตอบสนองผู้ใช้งาน ไม่เกิดความคล่องตัว แนวคิดสำคัญคือ 1. ไม่เน้นกระบวนการ ไม่เน้นเอกสาร 2. Flexible มีการเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา 3. ทำทีละนิด แต่ทำบ่อยๆ ในแต่ละ Project ทำให้เห็นผลเร็ว 4. Fail Fast ผิดพลาดเร็ว และพัฒนาเปลี่ยนได้เร็ว ข้อดี : ทำให้กำแพงระหว่างการทำงานมีน้อยลง เป็นการ From team ขึ้นเพื่อสำหรับ Project และเข้าสู่ 4 กระบวนการนั้นๆ เหมาะกับองค์กร แบบ flat site   ดร. พิสิฐ ตั้งพรประเสริฐ http://machinothailand.com

การออกแบบ

รับออกแบบกราฟิก

การออกแบบ

ธุรกิจที่สำเร็จต้องเริ่มต้นด้วย Business Model Canvas

Business Model (Ideas) Canvas คือพื้นฐานที่คุณตอบ ไอเดียทางธุรกิจ 9 ข้อ ถ้าตอบไม่ได้ จะปิดโอกาสทางการเติบโต
  1. Customer Segment ลูกค้าคุณคือใคร เพศ อายุ เราต้องรู้ว่าสินค้าของเราจะขายให้ใคร ระบุไว้ชัดๆไปเลย จะได้กำหนดทิศทางการโปรโมตสินค้าได้ถูกต้อง เราต้องตระหนักไว้เสมอว่า คุณค่าที่เรามีพร้อมที่จะส่งมอบ เราจะส่งมอบให้ใคร เราต้องระบุให้ชัดเจนว่าลูกค้าของเราเป็นใคร เพศอะไร อายุเท่าไหร่ อาชีพอะไร อาศัยอยู่ที่ไหน การใช้ชีวิตเป็นอย่างไร ฯลฯ นอกจากนั้นยังต้องตัดสินใจว่า เราจะส่งมอบคุณค่าให้ลูกค้าเพียงกลุ่มเดียว หรือหลายกลุ่ม
  2. Channel : คุณไปถึงลูกค้าคุณแบบไหน (ช่องทางการส่งมอบสินค้าและบริการ) กึ่งกลางระหว่าง ข้อ 1. กับข้อ 2. คือช่องทางการโปรโมทและหาลูกค้าใหม่ อันได้แก่ การใช้สื่อออนไลน์ หรือการบอกผ่านคนรู้จักที่แนะนำต่อๆ กัน
  3. Customer Relationship : ความสัมพันธ์คุณกับลูกค้าเป็นอย่างไร
  4. Revenue Stream :
  5. Value Preposition : อะไรคือคุณค่าที่เราจะมอบให้กับโลก ราต้องรู้ว่าจุดแข็งของสินค้า/บริการของเราอะไร ส่วนนี้เป็นส่วนที่สำคัญมากที่เราจะต้องคิดให้ได้เป็นอันดับแรก เพราะคุณค่าต่างๆที่เราคิดได้สามารถนำมาสร้างเป็นจุดแข็งให้กับธุรกิจ รวมถึงสร้างความแตกต่างให้ธุรกิจของเราได้เช่นกัน
  6. Cost Structure : ค่าใช้จ่ายของธุรกิจ จะมีทั้งค่าใช้จ่ายคงที่ที่เราต้องจ่ายเป็นประจำทุกปีหรือทุกเดือน และค่าใช้จ่ายผันแปรที่ขึ้นอยู่กับปัจจัยต่างๆที่เปลี่ยนไป การที่เรารู้ว่าธุรกิจของเราเสียเงินไปกับค่าใช้จ่ายส่วนไหนบ้าง จะทำให้เราวางแผนปรับปรุง+พัฒนาธุรกิจของเราได้
  7. Key Resources : คุณต้องมี Key Asset ทรัพยากร หรือเรียกง่ายๆก็คือ สิ่งที่เรามีอยู่และสามารถนำมาสร้างคุณค่าให้กับธุรกิจได้ แบ่งออกเป็น 2 ประเภทคือ ทรัพยากรที่เป็นรูปธรรม เช่น เครื่องจักร อุปกรณ์ คนงาน ฯลฯ และทรัพยากรที่เป็นนามธรรม เช่น “Brand Value หรือ คุณค่าของตราสินค้า” ซึ่งเป็นสิ่งที่จำต้องไม่ได้ แต่มีมูลค่ามหาศาล เป็นต้น ทั้งนี้ การที่เราระบุว่าเรามีทรัพยากรอะไรบ้าง จะทำให้เราเห็นขีดความสามารถที่เราจะนำมาพัฒนาส่วนต่างๆให้กับธุรกิจได้นั่นเอง
  8. Key Activity list สิ่งที่เราต้องทำ นอกจากจะทำให้เรามีระเบียบในการดำเนินธุรกิจมากขึ้นแล้ว ยังทำให้เราเห็นภาพชัดขึ้น ว่าต้องทำอะไรบ้างเพื่อทำให้ Model ธุรกิจนี้เป็นจริง? ตัวอย่างง่ายๆเช่น กระบวนการผลิต นั่นเอง ซึ่งค่อนข้างจะเป็นส่วนสำคัญ และมีให้เห็นได้ในทุกๆ Model ธุรกิจ
  9. Key Partner : คุณต้องการผู้ร่วม ผู้สนใจแบบไหน คู่ค้า หรือเพื่อนทางการค้านั่นเอง มีไว้คอยช่วยเหลือ ปรึกษากัน ไปจนถึงเป็นผู้คอยป้อนสินค้าให้เราในราคาแบบมิตรภาพ ที่ถูกกว่าการไปซื้อกับคนอื่น อย่างที่ทุกคนทราบ การทำธุรกิจไม่สามารถดำเนินการโดยไม่มีพันธมิตรได้ อย่างน้อยเราจำเป็นต้องคำนึงถึงผู้ที่จัดหาทรัพยากรให้เรา ผู้ที่เป็นช่องทางการจัดจำหน่ายให้เรา ซึ่งจะเป็นรูปแบบการพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน
คุณ Alex ผู้ออกแบบ Canvas ให้แง่คิดว่า ก่อนเกิด Digital Distrubtion Product สำคัญที่สุด แต่ยุคนี้มันยากที่จะแข่งกันเรื่องราคา ยากที่จะแข่งกันเรื่อง Product มันมาถึงจุดที่ทุกผู้ขายเท่ากัน
Business เหมือนโยเกริตในตู้แช่เย็น LIfe Product มัน Shot ลง
คำถามที่ต้องตอบ :
มันยากแค่ไหนที่ลูกค้าของคุณจะเปลี่ยนใจไปจากคุณ มันจะง่ายอย่างไรที่ลูกค้าจากคู่แข่งจะมาหาคุณ
เช่น Ipod ที่ขโมยลูกค้ามาจาก ค่ายเพลง แต่เวลาลูกค้าจะย้ายไป Product อื่น
Recurring Revenue
Business Model บางอย่างที่คิดออกมาเพื่อให้คุณใช้เค้าไปตลอด เช่น Nescafe ที่ขายเครื่อง แต่ต้องใช้ ก้อนกสแฟ ของเขาไปตลอด
ไม่มี Model ที่ Perfect ต้อง Re-invent ตัวเองตลอดเวลา
ดร.พิสิฐ ตั้งพรประเสริฐ

ศิลปะการออกแบบ ภาพประกอบ

ออกแบบอัตลักษณ์องค์กร

ศิลปะการออกแบบ ภาพประกอบ

ภาพเหมือน (Portraits) Endgame ภาพความทรงจำสุดประทับใจ ในแต่ละฉากที่สื่อถึงความเสียสละของพวกเขา แม้ ภาพยนต์จะจบ แต่ความประทับจากคอหนัง แฟนๆ เวนเจอร์ อย่าง Denver Balbaboco ที่มีผลงานด้าน Digital Painting มากมาย นำความประทับใจมาถ่ายทอดเป็นผลงานศิลปะ สุดประทับใจ ทำให้ตัวละคร Endgame ไม่เคยจางหาย เสมือนมีตัวตนในชีวิตจริงๆ

จิตวิทยาการออกแบบ

ภาพที่เห็นเห็นแค่ตาไม่ใช่สมอง
  1. คนอื่นอาจมองไม่เห็นสิ่งที่คุณนำเสนอ ทั้งๆที่คุณคิดว่าพวกเค้าน่าจะเเห็นซึ่งพวกเขาจพเห็น ซึ่งพวกเขาจะเห็นในสิ่งนั้นหรือไม่ ก็ด้วยความคาดหวัง ตลอดจนความคุ้นเคย
  2. คุณสรมาถชักนำให้ผูิคนเห็นสิ่งต่างๆ ในแลบที่คุณเต้อวการด้วย
การรับผู้บริเวณภายนอกภายใน
  1. เวลาที่เรามแงจอคอมพิวเตอร์ เราใช้การมองรอบๆนอก มักจะได้รู้มันทีว่าใยหน้าอีนนั่นมีควาเคเามีความพยายาม
  2. ถึงบริเวณกลางหน้าจอจะเป็นจุดสนใจสำคัญสำหรับการมองตรงกลาง แต่อย่าลืมส่วนประกอบรอบนอกของสายตาผู้ใช้งาน คุณต้องออกแบบโดยแน่ใจว่าข้อมูลที่คุณใส่ไว้ด้านข้างหน้าจอสื่อถึงวัตถุประสงค์ของ Website ได้อย่างชัดเจน
  3. ถ้าคุณอยากให้ผู้ใช้ตั้งใจดูในส่วนใดส่วนหนึ่งของหน้าจอ อย่าใส่ภาพเคลื่อนไหวหรือ Gif file ในบรอ้วณรอบนอกสายตา
การจดจำผ่าน รูปทรงเรขาคณิต
  1. นำเสนอให้เป็นรูปแบบมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพราะคนเรามักมองหารูปแบบโดยอัตโนมัติ โดยที่คุณจะใช้วิธีจัดกลุ่มหรือใช้พื้นที่ว่างเพื่อสร้างรูปแบบ
  2. ถ้าต้องการให้ผู้คนจดจำวัตถุ เช่น icon ให้วาดรูปวัตถุชิ้นนั้นด้วยรูปทรงเลขาคณิต เพราะการมองเห็นรูปทรงเลขาคณิต เป็นพื้นฐานช่วยให้คนจดจำได้ง่ายทีี่สุด
  3. ใช้ภาพ 2 มิติแทน ภาพ 3 มิติ เนื่องจากสายตาของคนเราส่งไปตีความที่สมองแบบ 2 มิติ
วัตถุเรามักจินตนาการเป็นมุมเอียง
  1. เราจะแยกแยะภาพวาดหรือวัตถุได้เร็วและจดจำได้แม่นยำถ้าสิ่งนั้นอยู่ในมุมมาตราฐาน
  2. ถ้าจะใส่ icon ในหน้า web ให้วาด icon ในมุมมาตราฐาน
ในองค์ประกอบของภาพ การใส่ใบหน้าคนจะเป็นจุดสนใจเสมอ
  1. สมองคนเราจะมีต่อมชื่อว่า : FFA Fusiform Face Area จะใช้ตีความใบหน้าคนที่เห็นซ้ำ
  2. ถ้าจะให้ผู้ชมมองเห็นสินค้าได้ง่ายควรมีภาพประกอบคนในองค์ประกอบและทำท่ชี้หรือสนใจไปยังวัตถุชิ้นนั้นๆ
  3. ในงานโฆษณาหนึ่งๆ ถ้ามีองค์ประกอบใบหน้าคนที่กำลังจ้องมาจะช่วยให้ ชิ้นนั้นดูมีพลังมากขึ้น
  Inline : ดร พิสิฐ ตั้งพรประเสริฐ

การใช้สีกับงานตกแต่งภายใน

ออกแบบอัตลักษณ์องค์กร

การใช้สีกับงานตกแต่งภายใน

 

หลักการใช้สีและการออกแบบ บ้าน ที่ทำงาน

สี กับห้อง Space พื้นที่การทำงาน

บริษัทมากมายรู้ถึงพลังของสีและใช้มันพา Brand เข้าสู่ตลาด พวกเขาทุ่มและบางครั้งถึงขั้นทำวิจัยเพื่อให้ได้ถึงความมั่นใจว่าสีที่ใช้สื่อสารอัตลักษณ์ตัวผลิตภัณฑ์ได้ถูกกลุ่มเป้าหมาย สี ที่สร้างพฤติกรรมในแง่บวกกับที่ทำงานที่ที่ซึ่งเราใช้เวลาบางครั้งมากกว่าบ้าน เพราะที่ทำงานสิ่งที่เราควรจะได้รับจากมันยคือ กระตุ้นเรื่องคุณธรรม จริยธรรม ต้องการสมาธิ จดจ่อกับงาน ต้องการความคิดสร้างสรรค์ ต้องการมิตรภาพ และต้อนรับแขกทุกครั้งที่มีแขกมาเยี่ยมเยียน ต่อไปนี้คือสิ่งที่ควรพิจารณา

  1. บริบท บรรยากาศที่ผู้คนกำลังทำงานอยู่นั้นเป็นอย่างไร ตั้งแต่พืนที่เปิดโล่งจนถึงพื้นที่ที่แคบที่สุดอย่างห้องเก็บองุ่น
  2. พฤติกรรม ลองนึกดูว่าเราต้องการพฤติกรรมแบบไหนบ้างในที่ทำงาน แน่นอนการพักผ่อน ต้องมาที่หลังสุด การเติมพลังที่พอดีเพียงพอต่อการทำงานเป็นเป้าหมายหลัก เพราะพลังที่มากไป นำมาถึงความเครียด
  3. ความกลมกลืนของสี จำไว้ว่าควรใช้สีในกลุ่มเดียวกัน ตามมาด้วยความเข้มข้นของสี หลักการ คือ ความเข้มของสีที่จัด สร้างแรงกระตุ้น และความเข้มของสีที่อ่อน คือ ความปลอบประโลม
  4. สัดส่วน ของ จิทยาสี ทั้งแง่บวกของมันและแง่ลบของมัน
  5. จุดสังเกตเห็น คือ พฤติกรรมที่เพื่อนร่วมงานคุณสะท้อนออกมา

ความเชื่อผิดๆ กับแนวคิดของการให้สีในบ้าน

เหตุผลที่ 1 สี จริงอยู่มันสื่อสารกับเราด้วยภาษาทางอารมณ์ คนเราส่วนมากใช้สีต่อเมื่อต้องการแสดงอารมณ์ ความรู้สึก เรามักเริ่มต้นหาประโยชน์จากสีแบบนั้น สี กับที่ที่เราอยู่อาศัย โดยเฉพาะบ้าน หรือที่ทำงาน เป็นสถานที่ที่เราอยู่กับมันเกือบทั้งวัน นับเป็นสัดส่วนก็ 80% ของชีวิต ดังนั้นแทนที่เราจะเริ่มต้นด้วยอสรมณ์ ให้เรามองหาพฤติกรรมหรือผลที่จะเกิดขึ้นกับมัน และเชื่อมโยงไปหาอารมณ์ เพราะอารมณ์เราจับต้องและมองเห็นไม่ได้ สิ่งที่เราทำได้และส่งผลดีอย่างชัดเจน คือ เริ่มจาก เราต้องการการพักผ่อน ผ่อนคราย อารมณ์ตรงนี้เกิดจากพฤติกรรมใดภายในบ้าน เช่น ถ้าคุณเป็นคนผ่อนคลายด้วยการนั่งดูทีวี คุณจะเลือกสีอะไรเพื่อสนับสนุนพฤติกรรมที่ผ่อนคลายและสีที่สนับสนุนดังกล่าว เหตุผลที่ 2 ประสบการณ์ที่ทั้งดีไม่ดีกับสี การเริ่มต้นจากประโยชน์เชิงพฤติกรรมจากข้างต้น ช่วยลด Bias และ connect กับสมาชิกในบ้านได้ เพราะการใช้สีมาจากเหตุผลที่เราหาได้ จับต้องได้ เหตุผลที่ 3 จงจำไว้อยู่อย่างว่า สี ทุกสี มีจิตวิทยาทั้งดี และลบ พอๆ กัน การใช้มันถูกบริบท ไม่ว่าจะเป็นผู้ใช้และพฤติกรรม การเข้าใจจิตวิทยาของสีทั้งบวกและลบ จะช่วยสนับสนุนผู้ใช้และพฤติกรรมนั้นๆ ได้เป็นอย่างดี อาทิ สีแดงถูกใช้ระหว่างผู้ใหญ่กับเด็กจะแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง หรือการใช้สีเขียวสำหรับห้องนอนและห้องรับประทานอาหาร ก็ให้ผลลัพธ์เชิงพฤติกรรมที่ไม่เหมือนกันเลย เพราะคุณอาจไม่รู้สึกหิวแต่คุณรู้สึกผ่อนคลายเวลานอน สีแดง พื้นที่ในบ้าน ห้องนอน อามรมณ์ความต้องการ ห้องอาหาร ช่วยเปิดบทสนทนา (ถ้ามากเกินสร้างอารมณ์ขุ่มมัวได้เร็ว) ควรหลีกเลี่ยง ห้องใดก็ตามที่ทำให้รู้สึกร้อน ห้องที่รับแดดโดยตรง ห้องทำงาน   สีชมพู ห้องเด็ก ผ่อนคลายความตึงเครียด ปลอบประโลม ห้องนอน ช่วยบรรเทา ความเหงา เศร้า ควรเลี่ยง ห้องออกกำลังกาย   สีเหลือง ทางเดินแสงน้อย จะช่วยเพิ่มความสว่าง บริเวณอาหารเช้า ช่วยเพิ่มความสดใสให้กับมื้อเช้า เพิ่มบทสนทนาที่เป็นมิตรภาพ ห้องรับแขก ใน offices เพิ่มมิตรภาพและการต้อนรับ อบอุ่น   สีส้ม ห้องครัว ห้องอาหาร ช่วยให้เกิดปฎิสัมพันธ์และความยากอาหาร ห้องนอน สีพีชอ่อนและส้มเอพริคอต เหมาะสมที่สุด ควรเลี่ยง ห้องทำงาน ห้องทำสมาธิ เพราะสีส้ม คือ ความสนุกสาน   สีน้ำตาล พื้นที่ต้องการแยกเราออกจากความวุ่นวาย ้เมื่อให้ความรู้สึกเช่นนี้ ธุรกิจที่ใช้ประโยชน์จากสีนี้มากสุด จึงเป็นธุรกิจด้าน สปา พื้นที่ที่ต้องการการผ่อนคลาย ควรหลีกเลี่ยง ห้องเด็ก เพราะอาจหมายถึงความแข็งกระด้าง ดื้อ สีฟ้า /น้ำเงิน ห้องนอน กับสีฟ้าโทนอ่อน ให้ความรู้สึกผ่อนคลาย ห้องทำงาน เป็นสีแห่งความคิดสร้างสรรค์ และสมาธิ การคิดงานเป็นทีม ห้องน้ำ เทอร์คลอย ช่วยให้การตื่นเช้า ดู active แบบสดชื่น ควรเลี่ยง ห้องครัว บริเวณทางข้าว มันจะลดความอยากอาหาร   สีเขียว ห้องนอน Home offices ห้องนั่งเล่น แม่สีทางจิตวิทยา ฟื้นฟู คืนความอ่อนเยาว์ ในภาพรวม ควรเลี่ยง การใช้สีเขียวมะนาวในห้องนอน เพราะโทนเหลืองของมันมีแรงกระตุ้นมากเกินไป ต่แระบบประสาท สีม่วง เป็นสีที่เหมาะที่สุดในการให้สมาธิ เงียบสงบ ข้อเสีย อยู่ในห้องสีม่วงนานเกินไปทำให้เศร้าจากการหมกมุ่นแต่เรื่องตนเอง   สีเทา ใช้เป็นสีพื้นหลังได้เกือบทุกห้อง แต่ข้อเสียคือ จะทำให้เหนื่อยล้า เวลาอยู่นานเกินไป

inline by ดร.พิสิฐ ตั้งพรประเสริฐ

อัตลักษณ์ (Identity) คือ

ออกแบบอัตลักษณ์องค์กร

อัตลักษณ์ (Identity) คือ

 

 
อัตลักษณ์ (Identity) เป็นคุณสมบัติเฉพาะของบุคคลหรือวัตถุที่ทำให้คนนั้นหรือสิ่งนั้นโดดเด่นหรือแตกต่างจากสิ่งอื่น (Collins Dictionary, 1996) สำหรับอัตลักษณ์ของบุคคล คำนี้อาจหมายรวมถึงมิติ“ภายใน”ของความเป็นตัวเราทั้งในด้านอารมณ์ ความรู้สึกนึกคิด และแนวคิดเกี่ยวกับตัวเองหรือการรู้จักตัวเอง (Self-concept) รวมทั้ง สำนึกถึง“ความเป็นปัจเจก” ที่บุคคลเชื่อมต่อและสัมพันธ์กับสังคม อัตลักษณ์จึงเป็นสิ่งที่ทำให้รู้ว่า “เราคือใคร” และ “เราจะดำเนินความสัมพันธ์กับคนอื่น ตลอดจนโลกภายนอกที่แวดล้อมตัวเราอย่างไร”
 
มาร์กซ์และเองเกลส์ชี้ว่า ภายใต้ระบบฟิวดัล เราได้ยินคำอย่างเช่น “เกียรติ” และ “ความจงรักภักดี” อยู่บ่อย ๆ แต่เมื่อถึงยุคทุนนิยม คำเช่น “เสรีภาพ” และ “ความเสมอภาค” ก็เข้ามาแทนที่อย่างรวดเร็วเพื่อทำให้ผลประโยชน์ของกลุ่มคนที่มีอำนาจกลายเป็นค่านิยมร่วมของทุกกลุ่มในสังคม ชนชั้นปกครองจำเป็นต้องอธิบายโลกทัศน์ของตนในฐานะที่เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ และทำให้คนอื่นเชื่อว่าอุดมการณ์เหล่านี้เป็นทางเลือกสำคัญประการเดียวที่มีอยู่และเป็นสิ่งที่สมเหตุสมผลและถูกต้อง (แคทเธอลีน เบลซีย์, อภิญญา เฟื่องฟูสกุล-แปล, 2549 : 46-48)
 
แนวคิดดังกล่าว หลุยส์ อัลตูแซร์ (Louis Althusser) ศาสตราจารย์ทางปรัชญาและนักสังคมวิทยาชาวฝรั่งเศสได้ขยายความโดยสนใจไปที่ “กลไกอุดมการณ์” อัลตูแซร์อธิบายว่า “อุดมการณ์คือระบบของภาพตัวแทนที่ทำหน้าที่กำหนดความสัมพันธ์ที่แท้จริงของเรากับของคนอื่นๆในสังคม ด้วยการประดิษฐ์สร้างความสัมพันธ์เชิงจินตนาการระหว่างผู้คนด้วยกันเองและระหว่างผู้คนกับสังคม ดังนั้น อุดมการณ์จึงเป็นการรับรู้ที่บิดเบือนเกี่ยวกับความสัมพันธ์ที่แท้จริงทางสังคม” สำหรับอัลตูแซร์แล้ว เขามองว่าปรากฏการณ์ทางสังคมทั้งมวลนั้นถูกควบคุมโดยอุดมการณ์ผ่านกลไกการกดทับหรือควบคุม (the repressive state apparatus) เช่น ตำรวจ และกลไกเชิงอุดมการณ์ (the ideologic)
 
กลไกเชิงอุดมการณ์นี้อัลตูแซร์ยังอธิบายอีกว่า เมื่อเราเข้าสู่ระบบความสัมพันธ์ในโครงสร้างทางสังคม เราจะถูก “เรียกร้อง” (appellation) ให้เป็นสิ่งนั้นสิ่งนี้ (ที่เรียกว่าอัตตบุคคล-subject) ตามโครงสร้างนั้นผ่านภาษา เช่น การบอกว่าเราเป็นคนไทย/คนจีน เป็นนายู/ซีแย เป็นเสื้อเหลือง-เสื้อแดง-สลิ่ม ฯลฯ หน้าที่ของอุดมการณ์ในระดับบุคคลคือการเรียกหรือติดฉลากให้บุคคล “กลายเป็น” เช่นนั้นเช่นนี้ โดยขึ้นต่อสถาบันทางสังคมที่อยู่เหนือเราขึ้นไป (ในที่นี้หมายถึงสถาบันทางสังคมที่กำหนดแบบแผนความคิดของเราหรือที่ครอบงำเราอยู่) เช่น สถาบันการศึกษา สถาบันวิชาชีพ สถาบันศาสนา สถาบันชาติ สถาบันสื่อมวลชน วงการวรรณกรรม วงการศิลปะ ฯลฯ
ในสังคมจะมีการผลิตและผลิตซ้ำความหมายบางอย่างที่โน้มน้าวเราให้คิดว่าเราควรจะสัมพันธ์กับสภาพแวดล้อมที่เป็นจริงรอบตัวเราอย่างไร และเมื่อเราถูกเรียกหรือติดฉลากให้เป็นเช่นนั้นแล้ว เราก็จะต้องคิดและแสดงบทบาทให้สอดคล้องกับฉลากนั้น
คำถามที่ท้าทายให้เราได้คิดคือ หากพิจารณาแนวคิดของอัลตูแซร์ สถาบันสื่อมวลชนมีอิทธิพลอย่างไรในการสร้างอัตลักษณ์ของเราและสังคมของเรา? สื่อมวลชนเรียกร้องให้ผู้คนสร้างอัตลักษณ์ของกลุ่มขึ้นมาได้อย่างไร? ในทางกลับกัน บุคคลได้ใช้สื่อมวลชนสร้างอัตลักษณ์ของตนเองขึ้นมาอย่างไร? สื่อเลือกนำเสนออัตลักษณ์หรือภาพตัวแทนของแต่ละกลุ่มคนในสังคมอย่างไร?
 
บูร์ดิเยอได้เสนอแนวคิดเรื่องโครงสร้างในแบบที่ต่างออกไป ตรงที่ “โครงสร้างนั้นเป็นทั้งผู้กำหนดและผู้ถูกกำหนด” กล่าวคือ ในสังคมมีโครงสร้างที่กำหนดความรู้สึกนึกคิดและการกระทำของปัจเจกบุคคล (habitus หรือที่ชนิดา เสงี่ยมไพศาลสุขใช้คำว่า “นิจภาพ”) ซึ่งเป็นผลิตผลของกระบวนการหล่อหลอมทางสังคมตั้งแต่ช่วงแรก ๆ ของชีวิต ด้วยการปลูกฝังเรื่องต่าง ๆ เช่น เงื่อนไขทางสังคม กฎระเบียบ ความเชื่อ ค่านิยม ความรู้ ความคิด ความเชื่อ ฯลฯ ให้ซึมซับไปในร่างกายและจิตใจของบุคคล โครงสร้างดังกล่าวกำหนดขอบเขตของการกระทำและสร้างชุดการรับรู้และประเมินคุณค่าที่สอดคล้องกับโครงสร้างนั้น แล้วแสดงออกในรูปของการปฏิบัติในชีวิตประจำวันที่สม่ำเสมอ (ที่เรียกว่าการผลิตซ้ำ – reproduction) โครงสร้างจึงถูกประกอบสร้าง (constructed) ด้วยการปฏิบัติต่าง ๆ ที่ถูกกำหนดมาก่อนด้วยนิจภาพ (habitus) และถูกกำหนดด้วยโครงสร้างที่อยู่ภายนอกอีกทีหนึ่ง (ชนิดา เสงี่ยมไพศาลสุข, 2550 :74, 85-95)
 
inline : ดร พิสิฐ ตั้งพรประเสริฐ

แนวคิดการสร้างการตลาดด้วยแบรนด์ Branding

Bangkok Graphic designer
แนวคิดการสร้างการตลาดด้วยแบรนด์ Branding

แนวคิดการสร้างการตลาดด้วยแบรนด์ Branding & Marketing Strategy

ผู้ที่อยู่ในวงการการสื่อสารการตลาด: นักการตลาด Marketter + นักกลยุทธ์ Strategist + นักความคิดสร้างสรรค์ Creative มาสู่งานเป้าหมายสูงสุดคือ แนวคิดแบรนด์ Brand Idea
ปรับความคิดให้ผู้บริโภคเข้าใจเรา The Agent of Change
การตลาด Marketing คือ พาสินค้ามาเจอคนที่ใช่
แบรนด์ Branding คือ พาคนที่คิดเหมือนกันมาเจอคนที่คิดเหมือนกัน
องค์ประกอบ แนวคิดแบรนด์ Brand Idea : 1. Brand Essence ประสาทสัมพัสแบรนด์ 2. Brand DNA. พันธุกรรมแบรนด์ 3.แบรนด์ที่สัมพัสได้ จุดสัมผัสแบรนด์ Brand Personality 4. ตำแหน่งแบรนด์ Brand Positioning
 
ทุกแบรนด์ต้องการแนวคิด Every Brand needs a Brand Idea
ยกระดับสินค้าให้มีคุณค่าผ่านแบรนด์ from Ptoduct to a Brand
ทุกแบรนด์ต้องการเป้าหมาย A Brand with the purpose เราให้อะไรกับผู้บริโภค (Stand for….?)
สร้างความสัมพันธ์ระยะยาว Build long-term relationship
Brand say – Brand do แบรนด์ทำอะไร แบรนด์พูดอะไร
ก่อนการสร้างแนวคิดแบรนด์ Before create Brand Idea
ใครที่เราอยากพูดด้วย และทำการตลาดด้วยวิธีอะไร วิธีพูด How to Market
 
  1. เข้าใจคนที่เราจะพูด ความเข้าใจอย่างท่องแท้ Insight 2. สังเกตุสิ่งที่เขาไม่ได้พูด สังเกตุสิ่งที่เขาไม่ได้ทำ Observation 3. ขุดปม Tension หรือความขัดแย้งในใจ
วิธีการคิด Tension : I want….. ฉันอยากได้ But แต่ ตัวอย่าง ความสนุก Fun ขัดกับ ความรับผิดชอบ Responsibility เช่น อยากไปเที่ยวแต่ติดลูก / ความสุข Pleasure ขัดกับ ความรู้สึกผิด Guilt /
 
Unique : ข้อเสนอสุดเจ๋งไม่ว่าจะเป็นคุณค่าทางใจ หรือจับต้องได้ ซึ่งมีหนึ่งเดียว
Unique คือ คุณค่านำเสนอของแบรนด์ แต่ Unique is not Product benefit ไม่ใช่คุณค่าของสินค้า ปรัชญา คือ Is not what we’re selling it what we’re giving มันไม่ใช่สิ่งที่เราจะขาย แต่มันคือสิ่งที่เราจะมอบให้ลูกค้า
 
Idea : พลังความคิดที่มีจุดมุ่งหมายเพื่อปรับเลี่ยนความคิดเดิม ปลูกความคิดใหม่ จนถึงไปสู่การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้บริโภค
Story telling : สื่อ = สาร
Mission ภาระกิจ : 1. จงเข้าใจสถานการณ์ 2. หาปัญหาจริงๆ ให้เจอ 3. ขุด Insight ให้เข้าใจ 4. คิดหาทางออกให้หลากหลาย multi-solution 5. แล้วเลือกโอกาส opportunity ไปขาย 6. พัฒนา idea ให้เป็นเครื่องมือ Patform 7. ลองคิดงาน createtive แบบไม่มี media 8. ดึงผู้บริโภคเข้าร่วมประสบการณ์ Engagement
 
Inline : ดร. พิสิฐ ตั้งพรประเสริฐ

แบบจําลองของนอร์แมน แบบจําลองของนอร์แมน (Donald Norman’s model)

bangkok graphic

แบบจําลองของนอร์แมน
แบบจําลองของนอร์แมน (Donald Norman’s model) มุ่งไปที่มุมมองของส่วนต่อประสานของผู้ใช้ประกอบด้วย
7 ขั้นตอน ดังนี้

(1) ผู้ใช้กําหนดเป้าหมายการทํางาน

(2) สร้างความตั้งใจ 

(3) ระบุการกระทําที่ส่วนต่อประสาน

(4) กระทําการปฏิบัติ

(5) รับรู้สถานะของระบบ

(6) แปลความหมาย/ทําความเข้าใจ
สถานะของระบบ

(7) ประเมินสถานะของระบบพร้อมกับเป้าหมายที่กําหนดไว้